นิตยสารกอล์ฟอันดับ 1 รวมทุกเรื่องเกี่ยวกับกอล์ฟที่คุณอยากรู้

ไทยคันทรีคลับ สนามสวย ท้าทาย เวทีแข่งขัน กอล์ฟ ไดเจสต์ โอเพน 2018

ไทยคันทรีคลับ สนามสวย ท้าทาย และบริการระดับโรงแรม 5 ดาว

สนามไทยคันทรีคลับ เป็นชื่อของสนามกอล์ฟที่นักกอล์ฟต่างได้ยินชื่อเสียงและรู้จักกันมายาวนานเกินกว่า 20 ปี ด้วยชื่อเสียงการเป็นสนามกอล์ฟระดับ 5 ดาว ที่เคยใช้เป็นสังเวียนจัดการแข่งขันรายการระดับโลกอย่างวอลโว่ มาสเตอร์ส ออฟ เอเชีย ตั้งแต่ปี 2005-2008 เป็นสนามที่เคยต้อนรับการมาเยือนของสุดยอดนักกอล์ฟอย่างไทเกอร์ วูดส์ ผู้มาคว้าแชมป์เอเชียน ฮอนด้า คลาสสิค ณ สนามแห่งนี้ในปี 1997 และยังได้รับการยอมรับว่าเป็นสนามที่พร้อมสมบูรณ์ทั้งคุณภาพของสนาม เลย์เอาท์ที่สวยงามท้าทายและแตกต่าง รวมถึงความหรูหราของคลับเฮาส์และการบริการระดับ 5 ดาว ซึ่งกำลังจะเป็นสนามที่ใช้รองรับการแข่งขัน ‘กอล์ฟ ไดเจสต์ โอเพน’ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2561

แม้จะเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับถึงการเป็นสนามกอล์ฟชั้นแนวหน้าของประเทศไทย แต่เพื่อเป็นการพิสูจน์ให้ผู้อ่านและสมาชิกกอล์ฟ ไดเจสต์ ที่กำลังจะไปร่วมการแข่งขันกอล์ฟ ไดเจสต์ โอเพน 2018 สนามที่ 2 นี้ ได้รู้ว่าทำไมเราถึงเลือกสนามไทยคันทรีคลับ เป็นหนึ่งในสนามของการแข่งขันปีนี้ ผมและทีมกองบรรณาธิการได้ไปทำการทดสอบสภาพสนามล่าสุด โดยที่เราแจ้งกับทางสนามล่วงหน้าเพียงแค่ 2 วัน เพื่อจะพิสูจน์ว่าคุณภาพของสนามจะยังคงอยู่
ในระดับ 5 ดาว ในทุกช่วงเวลาหรือไม่


สำหรับสนามไทยคันทรีคลับนั้น เป็นสนามกอล์ฟ 18 หลุม พาร์ 72 ระยะ 7,097 หลา จากแท่นทีออฟหลังสุด ออกแบบโดย มร.เดนนิส กริฟฟิธส์ ตั้งอยู่บนถนนเทพรัตน์ (บางนา-ตราด) กม. 35 ใช้เวลาเดินทางจากใจกลางกรุงเทพฯไม่เกิน 1 ชั่วโมง เมื่อเข้ามาถึงสนามกอล์ฟคุณจะพบกับความงดงามและโดดเด่นของคลับเฮาส์ ที่ออกแบบได้สะดุดตาเป็นเอกลักษณ์ ที่เหล่านักกอล์ฟที่มาเยือนสนามแห่งนี้จดจำได้
เรื่องความสวยงามของตัวสนามนั้น ต้องบอกเลยว่าเป็นสนามที่ออกแบบได้สวยงามเป็นสไตล์ของตัวเองแห่งหนึ่งของเมืองไทย ทั้งเคยได้รับรางวัลสนามกอล์ฟยอดเยี่ยมจากต่างประเทศมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน สภาพแฟร์เวย์เขียวสวยตัดเป็นลายหมากรุกงดงาม สภาพของหญ้าในวันที่ทีมงานไปทดสอบนั้นถือว่าสมบูรณ์มาก เช่นเดียวกับความเรียบบนผิวกรีนที่สปีดไวถึง 9.5 สตริมมิเตอร์ สัมผัสได้เลยว่าสนามนั้นได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี
บรรยากาศของสนามเอง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างชื่นชอบ ด้วยการวางเลย์เอาท์ให้มีต้นไม้อยู่สองข้างทางของแฟร์เวย์เกือบทุกหลุม โดยเฉพาะต้นมะพร้าวที่คล้ายจะเป็นสัญลักษณ์อีกสิ่งหนึ่งของที่นี่ สนามมีต้นมะพร้าวอยู่เยอะมากๆ บรรยากาศดูร่มรื่นไม่ร้อนจนเกินไป แม้ทีมงานจะทีออฟกันในช่วงเวลาเที่ยงของเดือนเมษายนก็ตาม


สิ่งหนึ่งที่บ่งบอกความเป็นธรรมชาติของสนามแห่งนี้ได้เป็นอย่างดีก็คือจำนวนนก ผมกล้ายืนยันเลยว่าในสนามกอล์ฟที่ผมเคยไปมาแล้วในเมืองไทยมากกว่า 100 สนาม ที่ไทยคันทรีคลับนั้นมีนกธรรมชาติหลากหลายพันธ์ุมาอาศัยหากินอยู่จำนวนมาก ผมเจอนกสวยงามพันธ์ุหายากอยู่หลายตัว ถ้านักกอล์ฟคนไหนที่ชื่นชอบการถ่ายรูปนกสวยงาม น่าจะชอบบรรยากาศแบบนี้ เพราะถ้าธรรมชาติไม่บริสุทธิ์จริงๆ เราจะไม่ค่อยได้เห็นนกธรรมชาติหลากหลายพันธ์ุเหล่านี้แน่ๆสำหรับสนามกอล์ฟในเมือง
สำหรับความท้าทาย ถือได้ว่าเป็นสนามกอล์ฟที่มีความยากและท้าทายลำดับต้นๆของเมืองไทย เพราะเป็นสนามแชมเปียนชิปคอร์สที่ได้รับการไว้วางใจให้จัดการแข่งขันทัวร์นาเมนท์ใหญ่มาแล้วมากมายทั้ง เอเชียน ฮอนด้า คลาสสิค หรือวอลโว่ มาสเตอร์ ออฟ เอเชีย หรือแม้กระทั่งรายการไทยแลนด์ โอเพน เมื่อปีที่ผ่านมา และที่กำลังจะจัดการแข่งขันในเดือนมิถุนายนนี้ จึงไม่แปลกใจที่เมื่อคุณมาเล่นแล้วจะรู้สึกว่ามันไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อต้องเล่นแท่นทีสีน้ำเงินหรือสีดำ (แท่นทีหลังสุด)แฟร์เวย์หลายหลุมแคบ บางหลุมถูกบีบเข้ามาด้วยแนวรัฟยาวๆ บังเกอร์ทราย หรือแม้แต่แนวต้นไม้และแนวอุปสรรคน้ำ ดังนั้นการทีช็อตที่แม่นยำคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำสกอร์ที่ดี แต่กระนั้นกรีนที่ถูกยกขึ้นสูงออกแบบให้มีเนินและสโลปเยอะ ก็ทำให้การ
พัตต์ทำแต้มไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะตีขึ้นไปออนได้แล้วก็ตาม ให้ความรู้สึกที่ว่าเราจำเป็นจะต้องตีให้ดีในทุกช็อตในทุกหลุม เพราะหากคุณผิดพลาดนิดเดียวอาจจะโดนอุปสรรคเหล่านี้ลงโทษทันที


สำหรับหลุมที่น่าสนใจก็คือหลุม 6 พาร์ 3 ที่เป็นซิกเนเจอร์โฮลที่สวยงามและยากมากๆ เป็นพาร์ 3 ระยะยาวกว่า 220 หลาแท่นทีหลังสุด หากทวนลมก็อาจจะต้องตีถึง 240-250 หลา มีน้ำขนานทางด้านขวาไปตลอดจนถึงกรีนที่มีบังเกอร์ดักอยู่ทั้งซ้ายและขวา กรีนสโลปเอียงจากด้านบนเทลงมาข้างล่าง
ธงมักจะเจาะอยู่ด้านหน้าทำให้หากตีตกไปด้านหลังกรีนจะพัตต์ลำบากมากส่วนหลุมที่ผมประทับใจก็คือหลุม 2 พาร์ 4 ที่มีแนวบังเกอร์ฝั่งขวาติดกับแนวน้ำยาวจนเกือบถึงกรีน หรือจะเป็นหลุม 4 พาร์ 5 สั้น ระยะ 497 หลา (แท่นทีหลังสุด) ด็อกเลกขวาที่คุณสามารถสู้ 2 ออนได้หากทีช็อตได้ระยะดี ส่วนหลุม 14 เป็นหลุมที่ยาวและยากที่สุดของสนาม แม้จะเป็นพาร์ 5 ก็ตาม ส่วนที่หลุม 15 เป็นพาร์ 4 ที่ต้องตีข้ามน้ำไปยังกรีนที่ใหญ่มากที่สุดของสนาม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลุมที่ท้าทายของไทยคันทรีคลับทรายที่ใช้ในแฟร์เวย์บังเกอร์มีความหนาแน่นสูงเนื่องจากมีลักษณะเม็ดเหลี่ยมจึงสามารถรวมตัวกันได้แน่นกว่าทรายทั่วไปที่เป็นเม็ดกลม เวลาลูกตกลงไปในบังเกอร์จึงไม่ค่อยเป็นไลไข่ดาว และเป็นทรายเกรดเดียวกันกับที่ใช้ในสนามพีจีเอ ทัวร์ ซึ่งมีเพียงไม่กี่สนามในประเทศไทยที่ใช้ทรายชนิดนี้ นอกเหนือจากความสวยงามและสมบูรณ์ของตัวสนามที่ได้รับการดูแลอย่างดีแล้ว สิ่งหนึ่งสำหรับนักกอล์ฟที่มีโอกาสมาไทยคันทรีคลับแล้วประทับใจกลับไปนั่นก็คือ ความสุดยอดของการบริการและรสชาติอาหาร ที่อยู่ในระดับเดียวกันกับโรงแรม 5 ดาว นั่นก็เพราะว่าสนามแห่งนี้เป็นกลุ่มธุรกิจเดียวกันกับโรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ ทำให้เราสัมผัสได้ถึงการบริการที่เอาใจใส่นักกอล์ฟเฉกเช่นเดียวกับการบริการของโรงแรมระดับ 5 ดาว คลับเฮาส์ห้องอาหาร และล็อคเกอร์ที่หรูหรา สะดวกสบาย รวมทั้งอาหารรสเลิศจากฝีมือเชฟชั้นนำ ยังเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นักกอล์ฟที่มาที่นี่แล้วประทับใจกลับไปเช่นเดิม

บทสรุปของการกลับมาทดสอบสนามไทยคันทรีคลับอีกครั้งของผมและทีมกองบรรณาธิการ เราสัมผัสได้ถึงการดูแลสภาพสนามที่ยอดเยี่ยม ทั้งบรรยากาศที่สวยงามและผ่อนคลาย ความสนุกของเลย์เอาท์ที่ออกแบบให้สู้กันได้สนุก และต้องใช้การวางแผนการเล่นกันเล็กน้อย รวมทั้งความประทับใจในส่วนของการให้บริการของ
เจ้าหน้าที่สนาม ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ อยากให้ท่านนักกอล์ฟได้มาสัมผัสด้วยตัวคุณเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันกอล์ฟ
สมัครเล่นรายการ ‘กอล์ฟ ไดเจสต์ โอเพน’ สนามที่ 2 ในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ แล้วพบกันครับ

 

สมัครแข่งขันโทร 091-759-7250 หรือทางไลน์ golfdigest-th